ความแตกต่างที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ในศาสนาคริสต์

christianity

  เวลาที่เราพูดถึงศาสนาคริสต์แน่นอนหลายคนรู้ว่าเป็นศาสนาที่มีผู้คนนับถือมากที่สุดในโลก และนิกายหลักๆ ก็จะถูกแบ่งออกเป็น 3 นิกาย อันประกอบไปด้วย นิกายคาทอลิก, นิกายออโธด็อกซ์ และนิกายโปรเตสแตนท์ ซึ่งคนไทยส่วนมากจะรู้จักอยู่แค่ 2 นิกายหลักๆ เท่านั้นก็คือนิกายคาทอลิกกับนิกายโปรเตสแตนท์ ส่วนนิกายออโธด็อกซ์นั้นส่วนใหญ่จะเป็นการนับถือเฉพาะกลุ่มมากกว่า ในประเทศไทยเองคนที่นับถือศาสนาคริสต์ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวและก็จะถูกแบ่งออกเป็น 2 นิกายหลักอย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้นแล้วสำหรับการนับถือในประเทศไทย สิ่งแรกที่คนไทยอาจจะไม่เคยรู้เกี่ยวกับ 2 นิกายนี้เลยก็คือคนไทยที่นับถือนิกายคาทอลิกจะถูกเรียกว่า คริสตัง เหตุเพราะนิกายนี้ถูกนำเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วยซ้ำ และคนที่นำมาเผยแผ่ก็คือชาวโปรตุเกสซึ่งมีภาษาพูดไม่ชัดในแบบอังกฤษแท้คนไทยที่นับถือศาสนานี้จึงถูกเรียกอย่างที่ได้ยิน ส่วนคนไทยที่นับถือนิกายโปรเตสแตนท์จะถูกเรียกว่า คริสเตียน ตามแบบฉบับของคนที่นำเข้ามาเผยแผ่ก็คือหมอบลัดเล่ย์ที่เป็นคนสหรัฐฯ พูดภาษาอังกฤษชัดเจน ลักษณะของนิกายคาทอลิก จะมีนักบวชในศาสนาคริสต์ที่เรามักจะได้ยินอยู่เป็นประจำหากเป็นผู้ชายจะเรียกว่า บาทหลวง หากเป็นผู้หญิงจะเรียกว่าซิสเตอร์ ศรัทธาและมีความเชื่อในพิธีมิซซ่า หรือพิธีสักการะเทพเจ้าในวันอาทิตย์ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่ามักจะมีคนคริสต์เข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เป็นประจำ จะยกย่องนับถือและให้เกียรติพระนางมารีหรือว่าแม่ของพระเยซูเป็นอย่างมาก คนคาทอลิกจะเรียกพระนางมารีว่า “แม่พระ” จะยกย่องผู้ที่ทำความดีความชอบให้กับศาสนาไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ซึ่งจะถูกเรียกว่า “นักบุญ” จะนับถือองค์พระสันตะปาปาแห่งนครวาติกัน และโบสถ์ทุกแห่งจะขึ้นตรงต่อวาติกัน หมายถึงสามารถเข้าไปทำพิธีได้ในทุกโบสถ์ และมักจะเรียกว่า วัด ลักษณะของนิกายโปรเตสแตนท์ จะไม่มีนักบวชแต่จะใช้การถวายตัวเพื่อรับใช้พระเจ้า โดยคนนับถือนิกายโปรเตสแตนท์จะเรียกคำนำหน้าคนที่ถวายตัวเหล่านี้ว่า “อาจารย์” จะไม่สนใจพระนางมารีหรือนักบุญเลย แต่จะยึดถือถึงพระเยซูเพียงอย่างเดียว โบสถ์หรือสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาจะถูกเรียกว่าคริสตจักร พิธีมิซซ่าของคนคาทอลิค ทว่าของโปรเตสแตนท์จะถูกเรียกว่า […]

สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับศาสนาซิกข์

efgqwef

ศาสนาซิกข์ (Sikhism) เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย  ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นคำสอนจาก  นานัก และคุรุผู้สืบทอดอีก 9 องค์ ในหลักคำสอนและปฏิบัติของศาสนาซิกตามหลักคำสอนที่ได้รับความนิยมที่สุดก็คือ คุรมัต ความหมายคือ ธรรมของซิกข์ คำว่า ซิกข์ หรือ สิกข์ ตีความหมายมาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ศิษย์ คือการเรียนรู้ รวมๆแล้วก็คือการเรียนรู้ ใผ่เรียนรู้ ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาแบบเอกเทวนิยม เพราะศาสนาศิกศรัทธาพระเจ้าเพียงองค์เดียวก็คือ วาหคุรู ซึ่งปฏิบัติสมาธิในนามของพระเจ้า  โองการของพระเจ้า ผู้ที่นับถือศาสนาซิกจะนับถือหลักคำสอนทั้งสิบของผู้ที่รู้แจ้ง และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งรู้จักกันในนาม คุรุ ครันถ์ สาหิพ เป็นบทที่มีผู้ที่คัดสรรค์มากมาย จากหลักทางศาสนา รวมไปถึงเศรษฐกิจสังคมที่หลากหลาย สำหรับชาวซิกทุกคนต้องทำการทำ ปาหุล คือการล้างบาป และเมื่อเสร็จพิธีก็จะรับเอา กะ สิ่งที่เรียกว่าตัวอักษร ก 5 ประการ 1.เกศ การไว้ผมยาวโดยไม่ตัดเลย 2.กังฆา หวีขนาดเล็ก 3.กฉา กางเกงขาสั้น 4.กรา […]

หลักคำสอนของศาสนาพุทธ

wegweg

พระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาพุทธ (buddhasāsana) เป็นศาสนาที่รักสงบมีพระเจ้าเป็นศาสดา มีพระธรรมที่พระบรมศาสดาตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง มีการตรัสสอนเอาไว้สำคัญ เป็นศาสนาที่เป็นชุมชลที่ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระบรมศาสดาโดยการสืบทอดคำสอนซึ่งเรียกว่า เรียกว่า พระรัตนตรัย  ศาสนาพุทธก็เป็นอีหนึ่งศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม โดยปฏิเสธการมีอยู่ของพรเจ้า และผู้สร้าง โดยเชื่อในตัวมนุษย์โดยแบ่งให้เห็นชัดๆในรูปแบบของความดีและความเลว โดยมีแนวคิดว่ามนุษย์นั้นสามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้จากคนดีก็ให้ดีขึ้นอีก ส่วนคนเลวก็จะกลับเป็นคนดีได้ ซึ่งจะกายเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์แบบ ตีความหมายง่ายๆได้ว่าศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีสอนให้เลือกทางเดินของตัวเองสอนให้มีความรับผิดชอบชั่วดี  ซึ่งนั้นก็คือกฎแห่งกรรม ต่างจากความเชื่ออื่นๆเป็นการกระทำด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องขอหรืออ้อนวานพระผู้เป็นเจ้า หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย เป็นการพึ่งตัวเองก็ที่จะพึ่งคนอื่น อีกทั้งยังสอนการให้ทาน ซึ่งเชื่อว่าจะได้บุญจะส่งผลให้กับตัวผู้ที่ทำให้โชคดีหรือได้รับอะไรดีๆ เป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ศาสนาพุทธพุทธสอนให้หลุดพ้นจากกิเลสต่างๆ ด้วยการนั่งสมาธิ หรือการทำบุญช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก สอนให้คนมีปัญญา ซึ่งช่วยให้หลุดพ้นจากทุกข์แก่ปัญหาต่างๆได้อย่างมีสติ เพราะหลักคำสอนของศาสนาก็คือการหลุดจากความทุกทั้งปวงและวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด เช่นเดียวกับพระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรของพระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ใช้เทพเจ้า หรือทูตแต่อย่างใด

ส่งที่ควรรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม

ibada

ศาสนาอิสลามน่ารู้ (Islam) เป็นศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาอับราฮัม ซึ่งเค้าก็ได้บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็น คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม เหล่าผู้ที่นับถือว่าเป็นพระวจนะคำต่อคำของพระเป็นเจ้าโดยคำสอนส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบเดียวกันที่เรียกว่า สุนัต  สาวกของศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม สำหรับผู้ที่เชื่อในศาสนาเชื่อว่า มุสลิมเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวที่หาเปรียบไม่ได้ คำสอนของศาสนาบอกไว้ว่าจุดประสงค์คือการดำรงอยู่ก็เพื่อรักและรับใช้พระเจ้าในความเชื่อของศาสนาอิสลามเป็นบรรพศรัทธาฉบับสมบูรณ์และเป็นสากลที่สุด ซึ่งได้มีเหตุการณ์สำคัญมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว โดยมองศาสนาคริตเป็นเหมือนการแปลผิดความกาลเวลา แต่มองว่าอัลกุรอานภาษาอาหรับเป็นทั้งวิวรณ์สุดท้ายและไม่เปลี่ยนแปลงของพระเป็นเจ้า มีศาสดาซึ่งรวมอาดัม โนอาห์ อับราฮัม โมเสส และพระเยซู หลักศาสนาบอกว่าอิสลามมีเสาหลักทั้ง 5 สำหรับกฎหมายอิสลามที่ตามมา โดยจะครอบคลุมแทบจะทั้งหมดของการใช้ชีวิต และสังคม มีแนวทางและหัวเรื่องที่หลากหลาย ตั้งแต่การธนาคารไปจนถึงสวัสดิการ ชีวิตครอบครัวและสิ่งแวดล้อมเป็นเหมือนการสอนการใช้ชีวิตรวมถึงแนวทางการ ปฏิบัติตน สำหรับมุสสิมส่วนใหญ่จะเป็นนิกายซินนีย์ นืคืออันดับหนึ่ง อันดับสองคือนิกายชีอะฮ์ประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ประเทศประเทศอินโดนีเซีย ตามด้วยปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ และประเทศจีนกับยุโรปตามลำดับ สำหรับศาสนาอิสลามเป็นอะไรที่เคร่งครัด คำว่าพระเจ้าของไม่เหมือนกับศาสนาอื่นๆพระเจ้าไม่มีร่างจำแลงไม่จุติใดๆเป็นเสมือนชื่อๆหนึ่งที่ไม่มีใครที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ หลักคำสอนมีอยู่ 3 หลักได้แก่ หลักการศรัทธา หลักจริยธรรม และ หลักการปฏิบัติ มันคือหลักคำสอนที่สักสิทธิ์ของศาสนา

เรื่องราวของศาสนาคริสต์

juses

ศาสนาคริสต์ (Christianity) หรือเรียกกันว่า คริสต์ศาสนา เป็นศาสนาที่มีเรื่องราวของเทพนิยายที่เรียกว่าเอกเทวนิยม โดยยึดหลักคำสอนต่างๆตามพระเยซู อ้างอิงหลักฐานตามที่ปรากฎในพระวรสารในสารบบ (canonical gospel) ส่วนผู้ที่นับถือศาสนานี้เรียกว่าคริสต์ศาสนิกชน หรือคริสตชน  ผู้ที่นับถือศาสนาคริตเชื่อว่า พระเยซูเป็นพระบุตรพระเป็นเจ้า ซึ่งเป็นเหมือนร่างจําแลงของพระเจ้าที่บังเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นผู้มาโปรดให้มนุษย์นั้นรอด เป็นเหตุการณ์ที่จะเยซูยอมถูกตรึงกางเขน ด้วยเหตุนี้ คริสตชนจึงมักเรียกพระเยซูว่า พระคริสต์ หรือ พระเมสสิยาห์  ศาสนาคริสต์แบ่งออกได้ 3 นิกายดังนี้ 1.โรมันคาทอลิก หรือ พระศาสนจักรคาทอลิก (Roman Catholic Church) เป็นคริสตจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีศาสนิกชนกว่าพันล้านคน ซึ่งมีพระสันตะปาปาเป็นประมุข โดยจะมีจุดศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในศาสนา มีหน้าที่ โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์,การประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์และปฏิบัติกิจเมตตา มีความเก่าแก่ในเรื่องของศาสนาและสถานที่ตั้ง มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ 2.อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ (Eastern Orthodox Church)สั้นๆ คริสตจักรออร์ทอดอกซ์ หรือ อีกชื่อหนึ่งคริสตจักรไบแซนไทน์ เป็นคริตจักรที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก โดยยึดคำสอนกับหลักการที่มีมาตั้งแต่สมันโบราณโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคแรก คริสตจักรมีอัครบิดรหรือมุขนายกเป็นของตนเอง ก็คือผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องและผู้พิทักษ์ประเพณีของศาสนจักร ซึ่ง คริสตจักรในกลุ่มอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์จะไม่เรียกตัวเองว่า อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ แต่จะใช้ชื่อที่เรียกในเฉพาะกลุ่ม เช่น คริสตจักรรัสเซียนออร์ทอดอกซ์ […]

สาระน่ารู้ในศาสนาฮินดู

erherjhahj

ศาสนาฮินดู (Hinduism) หรือ สนาตนธรรม เป็นศาสนาที่ต่อยอดมาจากศาสนาพราหมณ์ จึงเรียกว่า ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  โดยยึดคำสอนจากคำภีร์ศาสานาพระเวท เป็นศาสนาแบบพหุเทวนิยม มีศาสนิกชนมากมากถึง 900 ล้านคน โดยศาสนาฮินดูจะนับถือเทพเจ้าหลายองค์ เรียกว่า พหุเทวนิยม โดยจะแบ่งเป็นเทพเจ้าแต่ละองค์ตามยุคสมัย ซึ่งจะมีบทบาท เรื่องราวในตำนานที่แตกต่างกันไป ศาสนานี้เชื่อในเรื่องของเทพเจ้าสูงสุด ได้แบ่ง อวตารแยกร่างออกมาเป็น 3 องค์ เรียกว่า ตรีมูรติ ได้แก่ พระพรหม (Brahma)เชื่อกันว่าเป็นพระผู้สร้างโลก และเทพเจ้าแห่งความเมตตา เป็นให้กำเนิดคัมภีร์พระเวท รูปลักษณ์ พระหัตถ์แต่ละข้างถือดอกบัว พระศอสวมลูกประคำ พระพรหมมีสี่พักตร์ คัมภีร์ และหม้อน้ำ มีพาหนะเป็นหงส์ หรือ ห่าน พระชายา คือ พระสุรัสวดี ซึ่งเป็นเทพีแห่งศิลปะ และความรอบรู้ บางความเชื่อยังบอกอีกว่าพระพรหมเป็นผู้ที่สร้างบุคคลในวรรณะต่างๆ โดยใช้อวัยวะแต่ละส่วนดังนี้  วรรณะแพศย์ เกิดจากส่วนท้อง,วรรณะพราหมณ์ เกิดจากพระโอษฐ์,และวรรณะศูทร เกิดจากเท้า พระศิวะ หรือพระอิศวร (Mahesh, Shiva) ]เชื่อกันว่าเป็นพระผู้ทำลายรูปร่างลักษณะของพระศิวะ […]

พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์และการอ้างอิงที่สอดคล้องกัน

assisiconferences reason

จากการที่ผมได้เข้าไปฟังการสัมมานาเรื่องพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ที่วัดพระธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ เมื่อปี พ.ศ. 2552 คนที่มาพูดบรรยายเป็นตัวแทนจากมหาลัยจุฬาลงกรณ์ เป็นคนที่มีความรู้ในด้านนี้โดยตรง ประเด็นของการสัมมานาในครั้งนี้ การนำศาสนาพุทธเพื่อเปรียบเทียบและเทียบเคียงกับวิทยาศาสตร์ จากนั้นเราก็มานั่งฟังการสัมมนาได้เลยครับ เรื่องแรกที่พูดถึงก็คือแง่มุมที่ควรคำนึงถึงในการเปรียบเทียบพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ความไม่แน่นอนในทางวิทยาศาสตร์ใกล้เคียงกับหลักคำสอนในศาสนาอยู่มาก นั้นก็ทฤษฎีควอนตัม ถ้าพูดในแง่มุมของคนทั่วไปจะเข้าใจกันว่าความไม่แน่นอน คือ ความโลเล ความไม่เที่ยงของโลกนี้ เอาแน่เอานอนไม่ได้สักอย่าง แต่ในทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความคลาดเคลื่อนในการระบุค่าตัวเลขของปริมาณทางกายภาพ อะไรสักอย่างหนึ่งนี่แหละ ลองไปดูตัวอย่างกันครับ สมมุติว่าเราจะทำการวัดก๊อกน้ำล้างจาน โดยใช้สายวัด ไม้บรรทัดหรือตลับเมตรแล้วแต่ถนัดครับ ดูว่ายาวเท่าไหร่ ผมวัดได้ 10เซนติเมตร แต่ไม่บุไม่ได้ว่าเท่าไหร่กันแน่ 10.6 หรือ 10.7ดี เพราะมันอยู่กลางระหว่างสองเลขนี้พอไม่ตรงสักขีดเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตามในทางวิทยาศาสตร์มีวิธีการระบุค่าความยาวให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยที่พูดได้ว่า ก๊อกน้ำนี้มีความยาว 10.65 +- 0.05 เซนติเมตร แต่ถ้านำมาเปรียบกับศาสนาแล้วจะเป็นเช่นนี้ก็คือ ไม่มีอะไรแน่นอนไปซะทุกอย่าง เนื้อหนังและร่างกายของมนุษย์ไม่เที่ยง ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าหลายสิ่งก็ตรงกับวิทยาศาสตร์หลายส่วนด้วย ในด้านของความเชื่อทางศาสนาก็จะมีหลักอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์อยู่เช่นกัน คำสอนทุกอย่างของศาสนาต้องอ้างอิงจากหนักความจริงด้วย ทุกอย่างต้องมีเหตุผลของมันอย่างเช่นการทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับสอนศาสนาว่า ถ้าทำชั่วก็จะได้รับแต่กรรม ถ้าทำดีก็ได้รับแต่กรรมดี

ศาสนาและความเชื่อของคนในสังคม

assisiconferences greek

ศาสนานอกจากจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจแล้วในสังคมนั้นศาสนายังเป็นอีกหนึ่งสถาบันในสังคม ซึ่งแบ่งเป็นองค์ประกอบได้ตั้งต่อไปนี้ หลักธรรมคำสอน ซึ่งเป็นการแสดงออกของพิธีกรรมและความเชื่อของบุคคลในสังคม ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและปฏิบัติชีวิตประจำวัน ตัวของศาสนานั้นมีบุคคลบุคลากรทางศาสนา เป็นผู้สั่งสอนเชื่อมต่อหลักธรรม การประกอบพิธีกรรม และผู้บริหารจักการในเรื่องต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องทางศาสนาในประเทศไทยนั้นมีด้วยกันหลายศาสนา เช่น พุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาของชาวจีน ศาสนาอิสลามและศาสนาของชาวเขา จริงๆแล้วศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อความศรัทธาโดยมีหลักคำสอนที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดี โดยให้ความหมายและคำอธิบายเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิต เกิดแก่เจ็บตาย ความเป็นมา ความเป็นอยู่ และความเป็นไป โดยสามารถที่จะอธิบายถึง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต บอกถึงสาเหตุต่างๆที่ทำให้เกิดทุกข์และชี้ทางที่ให้เกิดความสงบทำให้เกิดความหวังในชีวิต พิธีกรรม คือการแสดงออกถึงความเชื่อ ตั้งแต่การเกิดมาของมนุษย์รวมไปถึงการตาย มีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับชีวิต พิธีกรรมตามฤดูกาล เทศกาลสำคัญหรือวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งมีมาอย่างยาวนานสืบต่อกันมา พิธีกรรมเหล่านี้บอกถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ของคนเรา และยังสื่อถึงความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมนุษย์กับมนุษย์ สิ่งแวดล้อม นี้เป็นเหตุผลที่ศาสนา มีหลักคำสอนกฎเกณฑ์ ที่ได้รับความเคารพและปฏิบัติตาม สำหรับความเชื่อนั้นจะแสดงออกจากการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ที่นับถือศาสนานั้นๆ โดยมีกฎเกณฑ์ให้ทำตามและมีชื่อเรียกเพื่อให้เข้าใจเหมือนๆกันตามแนวทางเช่น พุทธศาสนามีศีล ๕ หลักศีลธรรม จริยธรรม อยู่หลายประการตามพระไตรปิฎก ศาสนาคริสต์มีบัญญัติ ๑๐ ประการ ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิล เป็นต้น